แก่นธรรม

 

ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง

           ๑.  สติ  ความระลึกได้. 

           ๒.  สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว.

 

ธรรมเป็นโลกบาล  คือ  คุ้มครองโลก ๒ อย่าง

           ๑.  หิริ  ความละอายแก่ใจ.

           ๒.  โอตตัปปะ  ความเกรงกลัว.

 

ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง

           ๑.  ขันติ  ความอดทน.

           ๒.  โสรัจจะ  ความเสงี่ยม.

 

บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง

           ๑.  บุพพาการี  บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน.

           ๒.  กตัญญูกตเวที  บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว  และตอบแทน.

 

โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง

           ๑.  เว้นจากทุจริต  คือประพฤติชั่วด้วย  กาย  วาจา  ใจ.

           ๒.  ประกอบสุจริต  คือประพฤติชอบด้วย  กาย  วาจา ใจ.

๓.  ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ  มีโลภ  โกรธ  หลง  เป็นต้น.

 

 

ทุจริต ๓ อย่าง

           ๑.  ประพฤติชั่วด้วยกาย  เรียกกายทุจริต.

           ๒.  ประพฤติชั่วด้วยวาจา  เรียกวจีทุจริต.

           ๓.  ประพฤติชั่วด้วยใจ  เรียกมโนทุจริต.

                              กายทุจริต ๓ อย่าง

           ฆ่าสัตว์ ๑   ลักฉ้อ ๑   ประพฤติผิดในกาม ๑.

                              วจีทุจริต ๔ อย่าง

           พูดเท็จ ๑   พูดส่อเสียด ๑   พูดคำหยาบ ๑   พูดเพ้อเจ้อ ๑.

                              มโนทุจริต ๓ อย่าง

           โลภอยากได้ของเขา ๑   พยาบาทปองร้ายเขา ๑   เห็นผิดจากคลองธรรม ๑.

 

ทุจริต ๓ อย่างนี้  เป็นกิจไม่ควรทำ  ควรจะละเสีย.

สุจริต ๓ อย่าง

           ๑. ประพฤติชอบด้วยกาย  เรียกกายสุจริต.

           ๒.  ประพฤติชอบด้วยวาจา  เรียกวจีสุจริต. 

           ๓.  ประพฤติชอบด้วยใจ  เรียกมโนสุจริต.

                              กายสุจริต ๓ อย่าง

           เว้นจากฆ่าสัตว์ ๑   เว้นจากลักทรัพย์ ๑   เว้นจากประพฤติผิดในกาม ๑.

 

                               วจีสุจริต ๔ อย่าง

  เว้นจากพูดเท็จ ๑   เว้นจากพูดส่อเสียด ๑   เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ ๑.  เว้นจากพูดคำหยาบ ๑

 

                               มโนสุจริต ๓ อย่าง

           ไม่โลภอยากได้ของเขา ๑   ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๑  เห็นชอบตามคลองธรรม ๑.

 

           สุจริต ๓ อย่างนี้  เป็นกิจควรทำ  ควรประพฤติ.     

 

อกุศลมูล ๓ อย่าง

           รากเง่าของอกุศล  เรียกอกุศลมูล  มี ๓ อย่าง  คือ  โลภะ

อยากได้ ๑   โทสะ  คิดประทุษร้ายเขา ๑   โมหะ  หลงไม่รู้จริง ๑.

           เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้   ๑    ก็ดี  มีอยู่แล้ว  อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด  ก็

                                          

                                          

เกิดขึ้น  ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้นควรละเสีย.

กุศลมูล ๓ อย่าง

           รากเง่าของกุศล  เรียกกุศลมูล  มี ๓ อย่าง  คือ  อโลภะ

ไม่อยากได้ ๑   อโทสะ  ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๑   อโมหะ  ไม่หลง ๑

           ถ้ากุศลมูลเหล่านี้   ๑   ก็ดี  มีอยู่แล้ว  กุศลอื่นที่ยังไม่เกิด  ก็

                                      

                                      

เกิดขึ้น  ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น  เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน.

 

สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ  เรียกบุญกิริยาวัตถุ  โดยย่อมี

๓ อย่าง

           ๑.  ทานมัย      บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.

     ๒.  สีลมัย        บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.

           ๓.  ภาวนามัย  บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.

 

สามัญญลักษณะ ๓ อย่าง

           ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง  เรียกสามัญญลักษณะ

ไตรลักษณะก็เรียก  แจกเป็น ๓ อย่าง

           ๑.  อนิจจตา  ความเป็นของไม่เที่ยง.

๒.  ทุกขตา    ความเป็นทุกข์.

           ๓.  อนัตตตา  ความเป็นของไม่ใช่ตน.

 

ปธาน  คือความเพียร ๔ อย่าง

                   ๑.  สังวรปธาน          เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

๒.  ปหานปธาน        เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว.

       ๓.  ภาวนาปธาน       เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน.

               ๔.  อนุรักขนาปธาน   เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม.

           ความเพียร ๔ อย่างนี้  เป็นความเพียรชอบ  ควรประกอบให้มีในตน.

 

อิทธิบาท  คือคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง

           ๑.  ฉันทะ          พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น.

           ๒.  วิริยะ           เพียรประกอบสิ่งนั้น.

                        ๓.  จิตตะ          เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ.

                         ๔.  วิมังสา         หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น.

           คุณ ๔ อย่างนี้  มีบริบูรณ์แล้ว  อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย.

 

อารักขกัมมัฏฐาน ๔

           ๑.  พุทธานุสสติ  ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์และ

ทรงเกื้อกูลแก่ผู้อื่น. 

           ๒.  เมตตา   แผ่ไม่ตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า.

           ๓.  อสุภะ  พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม.

           ๔.  มรณัสสติ  นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน.

                 กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้  ควรเจริญเป็นนิตย์.

 

พรหมวิหาร ๔

           ๑.  เมตตา    ความรักใคร่  ปรารถนาจะให้เป็นสุข.

           ๒.  กรุณา     ความสงสาร  คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์.

  ๓.  มุทิตา     ความพลอยยินดี  เมื่อผู้อื่นได้ดี.

           ๔.  อุเบกขา  ความวางเฉย  ไม่ดีใจไม่เสียใจเมื่อผู้อื่นถึงความวิบัติ.

                  ๔ อย่างนี้  เป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่.

 

สติปัฏฐาน ๔

๑.  กายานุปัสสนา    ๒.  เวทนานุปัสสนา    ๓.  จิตตานุปัสสนา

๔.  ธัมมานุปัสสนา. 

           สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า  กายนี้สักว่ากาย  ไม่ใช่สัตว์

บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  เรียกกายานุปัสสนา.

           สติกำหนดพิจารณาเวทนา  คือ  สุข  ทุกข์  และไม่สุขไม่ทุกข์  เป็น

อารมณ์ว่า  เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา

เรียกเวทนานุปัสสนา.

           สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง  หรือผ่องแล้ว  เป็นอารมณ์ว่า

ใจนี้ก็สักว่าใจ  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา  เรียกจิตตานุปัสสนา.

           สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล  ที่บังเกิดกับใจ

เป็นอารมณ์ว่า  ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม  ไม่ใช่สัตว์  บุคคล  ตัว  ตน  เรา  เขา

เรียกธัมมานุปัสสนา.

 

ธาตุกัมมัฏฐาน ๔

           ธาตุ ๔  คือ  ธาตุดิน  เรียกปฐวีธาตุ  ธาตุน้ำ  เรียกอาโปธาตุ

ธาตุไฟ  เรียกเตโชธาตุ  ธาตุลม  เรียกว่าโยธาตุ.

           ธาตุอันใดมีลักษณะแข้นแข็ง  ธาตุนั้นเป็นปฐวีธาตุ  ปฐวีธาตุนั้น

ที่เป็นภายใน  คือ  ผม  ขน  เล็บ  ฟัน  หนัง  เนื้อ  เอ็น  กระดูก

เยื่อในกระดูก  ม้าม  หัวใจ  ตับ  พังผืด  ไต  ปอด  ไส้ใหญ่  ไส้น้อย

อาหารใหม่  อาหารเก่า.

ธาตุอันใดมีลักษณะเอิบอาบ  ธาตุนั้นเป็นอาโปธาตุ  อาโปธาตุนั้น

ที่เป็นภายใน  คือ  ดี  เสลด  หนอง  เลือด  เหงื่อ  มันข้น  น้ำตา

เปลวมัน  น้ำลาย  น้ำมูก  ไขข้อ  มูตร. 

           ธาตุอันใดมีลักษณะร้อน  ธาตุนั้นเป็นเตโชธาตุ  เตโชธาตุนั้น

ที่เป็นภายใน  คือ  ไฟที่ยังกายให้อบอุ่น  ไฟที่ยังกายให้ทรุดโทรม  ไฟที่

ยังกายให้กระวนกระวาย  ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย.

           ธาตุอันใดมีลักษณะพัดไปมา  ธาตุนั้นเป็นวาโยธาตุ  วาโยธาตุนั้น

ที่เป็นภายใน  คือ  ลมพัดขึ้นเบื้องบน  ลมพัดลงเบื้องต่ำ  ลมในท้อง

ลมในไส้  ลมพัดไปตามตัว  ลมหายใจ.

           ความกำหนดพิจารณากายนี้  ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔  คือ

ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประชุมกันอยู่  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่ของเรา  เรียกว่าธาตุกัมมัฏฐาน.

 

 

อริยสัจ ๔

๑.  ทุกข์

           ๒.  สมุทัย  คือ  เหตุให้ทุกข์เกิด

     ๓.  นิโรธ  คือความดับทุกข์

           ๔.  มรรค  คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.

ความไม่สบายกาย  ไม่สบายใจ  ได้ชื่อว่าทุกข์  เพราะเป็นของทาน

ได้ยาก.

           ตัณหาคือความทะยานอยาก  ได้ชื่อว่าสมุทัย  เพราะเป็นเหตุให้

ทุกข์เกิด.

           ตัณหานั้น  มีประเภทเป็น ๓  คือตัณหาความอยากในอารมณ์

ที่น่ารักใคร่  เรียกว่ากามตัณหาอย่าง ๑   ตัณหาความอยากเป็นโน่น

เป็นนี่  เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑   ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่

เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง ๑.

           ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง  ทุกข์ดับไปหมด  ได้ชื่อว่านิโรธ  เพราะ

เป็นความดับทุกข์.

           ปัญญาอันชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์  สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด  สิ่งนี้ความ

ดับทุกข์  สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์  ได้ชื่อว่ามรรค  เพราะเป็นข้อ

ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์.

           มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ  คือ  ปัญญาอันเห็นชอบ ๑   ดำริ

ชอบ ๑   เจรจาชอบ ๑   ทำการงานชอบ ๑   เลี้ยงชีวิตชอบ ๑   ทำความ

เพียรชอบ ๑   ตั้งสติชอบ ๑   ตั้งใจชอบ ๑.

 

อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕

๑.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความแก่เป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้.

           ๒.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.

           ๓.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีความตายเป็นธรรมดา  ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.

๔.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น.

           ๕.  ควรพิจารณาทุกวัน ๆ  ว่า  เรามีกรรมเป็นของตัว  เราทำดีจักได้ดี  ทำชั่วจักได้ชั่ว. 

 

องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ อย่าง

           ๑.  สำรวมในพระปาติโมกข์  เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม  ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต.

           ๒.  สำรวมอินทรีย์  คือ  ระวัง  ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ไม่ให้

ความยินดียินร้ายครอบงำได้  ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น.

           ๓.  ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา.

           ๔.  อยู่ในเสนาสนะอันสงัด.

           ๕.  มีความเห็นชอบ.

ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.

 

พละ  คือธรรมเป็นกำลัง ๕ อย่าง

    ๑.  สัทธา    ความเชื่อ.

      ๒.  วิริยะ     ความเพียร.

           ๓.  สติ        ความระลึกได้.

          ๔.  สมาธิ    ความตั้งใจมั่น.

     ๕.  ปัญญา  ความรอบรู้.

           อินทรีย์ ๕ ก็เรียก  เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.

 

นิวรณ์ ๕

           ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี  เรียกนิวรณ์  มี ๕ อย่าง

           ๑.  พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น  เรียกกามฉันท์.

           ๒.  ปองร้ายผู้อื่น  เรียกพยาบาท.

           ๓.  ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม  เรียกถิ่นมิทธะ.

           ๔.  ฟุ้งซ่านและรำคาญ  เรียกอุทธัจจกุกกุจจะ.

           ๕.  ลังเลไม่ตกลงได้  เรียกวิจิกิจฉา.

 

ขันธ์ ๕

           กายกับใจนี้  แบ่งออกเป็น ๕ กอง  เรียกว่าขันธ์ ๕   ๑. รูป

๒.  เวทนา    ๓.  สัญญา    ๔. สังขาร    ๕.  วิญญาณ.

           ธาตุ ๔  คือ  ดิน  น้ำ  ไฟ  ลม  ประชุมกันเป็นกายนี้  เรียกว่ารูป.

ความรู้สึกอารมณ์ว่า  เป็นสุข  คือ  สบายกายสบายใจ  หรือเป็น

ทุกข์  คือไม่สบายกายไม่สบายใจ  หรือเฉย ๆ  คือไม่ทุกข์ไม่สุข  เรียกว่า

เวทนา.

           ความจำได้หมายรู้  คือ  จำรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ

อารมณ์ที่เกิดกับใจได้  เรียกว่าสัญญา. 

           เจตสิกธรรม  คือ  อารมณ์ที่เกิดกับใจ  เป็นส่วนดี  เรียกกุศล

เป็นส่วนชั่ว  เรียกอกุศล  เป็นส่วนกลาง ๆ  ไม่ดีไม่ชั่ว  เรียกอัพยากฤต

เรียกว่าสังขาร.

           ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตาเป็นต้น  เรียกว่าวิญญาณ.

           ขันธ์ ๕  นี้  ย่นเรียกว่า  นาม  รูป.   เวทนา  สัญญา  สังขาร

วิญญาณ  รวมเข้าเป็นนาม  รูปคงเป็นรูป.

๑.  ความคิด  หรือเรื่องราวที่เรียกว่าธรรมะหรือธรรมารมณ์....เรียกว่าสังขาร.

 

อายตนะภายใน ๖

           หา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ.  อินทรีย์ ๖  ก็เรียก.

อายตนะภายนอก ๖

           รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  คืออารมณ์ที่มาถูกต้องกาย

ธรรม  คืออารมณ์เกิดกับใจ.  อารมณ์ ๖  ก็เรียก.

วิญญาณ ๖ 

           อาศัยรูปกระทบตา                 เกิดความรู้ขึ้น        เรียกจักขุวิญญาณ

           อาศัยเสียงกระทบหู                เกิดความรู้ขึ้น        เรียกโสตวิญญาณ

           อาศัยกลิ่นกระทบจมูก            เกิดความรู้ขึ้น         เรียกฆานวิญญาณ

           อาศัยรสกระทบลิ้น                 เกิดความรู้ขึ้น         เรียกชิวหาวิญญาณ

           อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย    เกิดความรู้ขึ้น         เรียกกายวิญญาณ

           อาศัยธรรมเกิดกับใจ               เกิดความรู้ขึ้น         เรียกมโนวิญญาณ.

สัมผัส ๖

           อายตนะภายในมีตาเป็นต้น  อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น  วิญญาณ

มีจักขุวิญญาณเป็นต้น  กระทบกัน  เรียกสัมผัส  มีชื่อตามอายตนะภายใน

เป็น ๖ คือ :-

              จักขุ

             โสตุ

                                  ฆานะ       สัมผัส.

                 ชิวหา

                กาย

                มโน

เวทนา ๖

           สัมผัสนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา  เป็นสุขบ้าง  ทุกข์บ้าง  ไม่ทุกข์

ไม่สุขบ้าง  มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ :-

จักขุ

โสต

                                    ฆาน       สัมผัสสชาเวทนา

     ชิวหา

 กาย

   มโน

 

อริยทรัพย์ ๗

           ทรัพย์  คือ  คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ  เรียก

อริยทรัพย์  มี ๗ อย่าง  คือ :- 

 ๑.  สัทธา                เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.

                       ๒.  สีล                    รักษา  กาย  วาจา  ให้เรียบร้อย.

               ๓.  หิริ                    ความละอายต่อบาปทุจริต.

  ๔.  โอตตัปปะ         สะดุ้งกลัวต่อบาป.

                           ๕.  พาหุสัจจะ         ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามาก  คือจำทรง

                                         ธรรมและรู้ศิลปวิทยามาก.

           ๖.  จาคะ                สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปั่น.

           ๗.  ปัญญา             รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.

           อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้  ดีกว่าทรัพย์ภายนอก  มีเงินทองเป็นต้น

ควรแสวงหาไว้มีในสันดาน.

 

โพชฌงค์ ๗

   ๑.  สติ              ความระลึกได้.

           ๒.  ธัมมวิจยะ   ความสอดส่องธรรม.

๓.  วิริยะ          ความเพียร.

 ๔.  ปีติ             ความอิ่มใจ.

           ๕.  ปัสสัทธิ       ความสงบใจและอารมณ์.

           ๖.  สมาธิ          ความตั้งใจมั่น.

           ๗.  อุเปกขา      ความวางเฉย.

           เรียกตามประเภทว่า  สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขา-

สัมโพชฌงค์.

 

โลกธรรม ๘

           ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่  และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น

เรียกว่าโลกธรรม.  โลกธรรมนั้น ๘  อย่าง   คือ  มีลาภ ๑   ไม่มีลาภ ๑

มียศ ๑   ไม่มียศ ๑    นินทา ๑   สรรเสริญ ๑    สุข ๑    ทุกข์ ๑.

           ในโลกธรรม ๘  ประการนี้  อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ควร

พิจารณาว่า  สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มี

ความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ควรรู้ตามที่เป็นจริง  อย่าให้มันครอบงำ

จิตได้  คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา  อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา.

 

มรรคที่องค์ ๘

           ๑.  สัมมาทิฏฐิ         ปัญญาอันเห็นชอบ  คือเห็นอริยสัจ ๔.

           ๒.  สัมมาสังกัปปะ   ดำริชอบ  คือ  ดำริจะออกจากกาม ๑   ดำริ

ในอันไม่พยาบาท ๑   ดำริในอันไม่เบียดเบียน ๑.

           ๓.  สัมมาวาจา        เจรจาชอบ  คือเว้นจากวจีทุจริต ๔.

           ๔.  สัมมากัมมันตะ    ทำการงานชอบ  คือเว้นจากกายทุจริต ๓.

๕.  สัมมาอาชีวะ           เลี้ยงชีวิตชอบ  คือเว้นจากความเลี้ยงชีวิต

โดยทางที่ผิด.

           ๖.  สัมมาวายามะ         เพียรชอบ  คือเพียรในที่ ๔  สถาน.

           ๗.  สัมมาสติ                ระลึกชอบ  คือระลึกในสติปัฏฐานทั้ง ๔.

           ๘.  สัมมาสมาธิ            ตั้งใจไว้ชอบ  คือเจริญฌานทั้ง ๔.

           ในองค์มรรคทั้ง ๘ นั้น  เห็นชอบ  ดำริชอบ  สงเคราะห์เข้าใน

ปัญญาสิกขา.  วาจาชอบ   การงานชอบ  เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้า

ในสีลสิกขา.  เพียรชอบ  ระลึกชอบ  ตั้งใจไว้ชอบ  สงเคราะห์เข้าในจิตตสิกขา.

 

1