Joanne
K. Rowling (pronounced rolling) hit the scene in 1997 with Harry Potter
and the Sorcerer's Stone (also titled Harry Potter and the Philosopher's
Stone), the tale of a boy who discovers that he is a wizard. By the end
of 1999 the top three slots on the New York Times list of bestsellers
were occupied by the first three books in the Harry Potter series. By
the 2000 release of the fourth book in the series, Harry Potter and the
Goblet of Fire, Harry Potter had become a global pop culture phenomenon,
with parents and children standing in line at bookstores waiting for the
book's release, and Rowling had become one of the world's best-known authors.
more info : www.who2.com
โจแอน แคธลีน โรวลิ่ง เกิดเมื่อ 31 กรกฎาคม 1965 ในครอบครัวที่อบอุ่น ปีเตอร์ พ่อของเธอเป็นวิศวกร ในขณะที่ แอนด์ แม่ของเธอซึ่งเป็นลูกครึ่งฝรั่งเศส-สกอตต์ ทำหน้าที่แม่บ้านดูแลเธอ และ ดี น้องสาว เมื่อโจแอนอายุได้ 14 แม่ของเธอก็ป่วยเป็นโรคเส้นโลหิตตีบ โจแอนเขียนหนังสือเรื่องแรกของเธอมีชื่อว่า Rabbit เมื่ออายุเพียงห้าขวบ และพ่อแม่ของเธอก็กระตือรือร้นในการปลูกฝังจินตนาการของลูกสาวคนโต แม้ว่าเธอจะเปลี่ยนมาเรียนภาษาฝรั่งเศสที่มหาวิทยาลัย Exeter(เธอแต่งเรื่องสั้นไว้หลายเรื่อง)ในภายหลังก็ตาม แต่สมัยเป็นวัยรุ่นวิชาที่โจแอนโปรดปรานมากที่สุดคือภาษาอังกฤษ หลังจากเรียนจบแล้วเธอมุ่งหน้าไปสู่ลอนดอน และได้งานเป็นเลขานุการและหาข้อมูลที่ Amnesty International อย่างไรก็ตาม การเขียนหนังสือยังคงเป็นสิ่งที่เธอรัก ในช่วงเวลานั้นเองที่แนวคิดเกี่ยวกับ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้ถือกำเนิดขึ้น ในปี 1990 ขณะที่เธออยู่บนรถไฟระหว่างสถานีแมนเชสเตอร์ และคิงส์ครอสในลอนดอน โจแอนก็แว่บความคิดเกี่ยวกับเด็กกำพร้าผู้ค้นพบว่าเขาคือพ่อมด และนี่คือจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ที่จะเสร็จสมบรูณ์ในหกปีต่อมา ในปีเดีบวกับที่โจแอนกำลังแต่งโครงเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ แม่ของเธอล้มป่วยลงด้วยโรคประจำตัวที่เธอเป็นมาตั้งแต่อายุ 30 เก้าเดือนต่อมาโจแอน(อายุ 24 )ย้ายไปอยู่โปรตุเกสเพื่อทำใจกับการเสียชีวิตของแม่สุดที่รักไป คุณพ่อเธอก็มีภรรยาใหม่ทันใด ทำให้โจแอน (เจ.เค.โรวลิ่งนั่นล่ะ) รู้สึกเจ็บปวด และโกรธเกรี้ยวระคนกัน เธอบินเดี่ยวจากอังกฤษไปโปรตุเกสเพื่อเลียแผลใจ ที่ไนท์คลับแห่งหนึ่งในโปรตุเกส เธอพบหนุ่ม ยอร์จ อารานเตส,นักหนังสือพิมพ์ฝึกงาน อ่อนวัยกว่าเธอ 3 ปี ทั้งคู่คุยกันถูกคอแล้วลงเอยด้วยการแต่งงานในเวลาต่อมา ยอร์จเล่าถึงโจแอนในครั้งนั้นว่า " ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น ค่อนข้างอ่อนไหว และเปราะบาง อาจถึงขั้นซึมเศร้าหน่อยๆ ด้วยซ้ำ " หน้าร้อนปีนั้นทั้งคู่บินกลับมาท่องเที่ยวพักผ่อนด้วยกันในลอนดอน โจแอนตั้งท้องลูกคนแรกแต่เมื่อกลับไปโปรตุเกส เธอก็แท้งลูกขณะที่ยอร์จถูกเกณฑ์ทหารกองหนุน พอมีโอกาสพักหนแรก ยอร์จรีบมาหาโจแอน และขอเธอแต่งงาน ซึ่งเธอก็ตอบรับทันที จากนั้นทั้งคู่ก็ย้ายไปอยู่ร่วมกันในแฟลตเช่าขนาด 2 ห้องนอน คู่หนุ่มสาวเข้าพิธีแต่งงานที่จัดแบบทหารในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 1992 ผู้หญิงส่วนมากมักจดจำวันสำคัญนี้ไว้ด้วยอารมณ์อ่อนหวานโรแมนติก แต่ เจ.เค.โรว์ลิ่ง หยิบวันนี้ไปใช้เป็นวันแห่งความสะพรึงกลัว และความตาย ในหนังสือ " แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ นักโทษแห่งอัซคาบัน " ตัวละครในเล่มนั้นคือ ศจ.ทรีลอว์นี่ย์ บอกกับ ลาเวนเดอร์ บราวน์ ว่า " สิ่งที่เธอหวาดกลัวยิ่งจะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม " --> สิ่งนั้นคือกระต่ายของลาเวนเดอร์ถูกหมาจิ้งจอกฆ่าตาย.. อย่างไรก็ตาม งานวันแต่งของยอร์จกับโจแอนผ่านไปอย่างสวยงามชื่นมื่น ทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวสวมชุดสีดำและแดง ช่อดอกไม้เจ้าสาวก็เป็นคาร์เนชั่นสีแดงล้วน หลังเสร็จพิธียังมีงานเลี้ยงมื้อกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์ในหมู่ญาติมิตรราว 30 คน เดือนต่อมา โจแอนตั้งท้องอีกหนและได้ลูกสาวคือ เจสสิก้า จากนั้นก็ต้องย้ายครัวกลับไปอาศัยบ้านแม่สามีเพื่อให้ช่วยเลี้ยงหลาน เพราะโจแอนต้องออกไปหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเป็น ครูสอนภาษาอังกฤษ เนื่องจากอาชีพนักข่าวอิสระของยอร์จไม่ค่อยจะเป็นมรรคผล ตั้งแต่ช่วงนี้แหละที่เธอเริ่มคิดเขียนโครงเรื่องชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ ขึ้นมา ถึงตอนนี้ทั้งคู่เริ่มมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง ยอร์จเล่าว่า " เราทะเลาะกันบ่อยมาก เพราะต่างก็ขี้หึง และมีความรู้สึกเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกัน โจแอนไม่ชอบให้ผมพูดคุยกับผู้หญิงคนไหนเลย ส่วนผม แม้จะรักลูกแต่ก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นศูนย์กลางความสนใจของภรรยาอีกต่อไป เธอทุ่มเททุกอย่างให้แต่กับลูก จนผมรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้ง ลึกๆแล้วผมอาจอิจฉาลูกละมั้ง ความสัมพันธ์ของเราในช่วงนั้นวูบๆวาบๆ บางครั้งก็มีความสุขมาก บางคราวก็โกรธกันแทบตาย โจแอนมักขว้างถ้วยจานใส่ผมเสมอ ผมเองไม่เคยต่อยตีเธอ แต่จะคว้าขอมือหรือแขนเธอบีบไว้แน่นเพื่อให้เธอหยุดขว้างข้าวของ แน่ละ ผมแข็งแรงกว่า ดังนั้นบางคราวผมจึงบีบแรงจนเธอเจ็บ หรือไม่เธอก็ดิ้นรนต่อสู้จนหัวหูไปกระแทกกำแพง ซึ่งเมือมันผ่านไปแล้วผมก็จะรู้สึกเสียใจ และไปขอโทษเธอ ส่วนเธอก็จะร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร " หลังใช้ชีวิตแต่งงานร่วมกันมาได้ 13 เดือนก็แตกหัก ยอร์จแจงว่าวันนั้นทั้งคู่ต่างอารมณ์บูด การโต้เถียงเริ่มจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ต่างไม่ลดราวาศอกจนบานปลายเป็นการทะลาะไม่เลิกจนล่วงเข้าตี 4 ที่สุดโจแอนตะโกนใส่เขาว่าเธอไม่ได้รักเขาเสียด้วยซ้ำ ยอร์จโต้ทันควันว่าถ้าไม่รักเขาก็ไสหัวออกไปจากบ้านเขาได้เลย เธอไม่ยอมไปบอกว่าต้องเอาลูกไปด้วย " ผมจึงบอกให้เธอไปซะแล้วค่อยกลับมารับลูกตอนเช้า เธอสู้กับผมที่เข้าไปลากตัวเธอ มันก็เลยทำให้เธอเจ็บตัว แต่ผมก็ลากเธอไปทิ้งไว้นอกบ้านจนได้ 10 โมงเช้าวันรุ่งขึ้นเธอกลับมาพร้อมกับเพื่อน 2 คน และตำรวจอีก 3 ผมจึงต้องยอมให้เธอพาลูกไป ผมรู้ว่าเธอไปอาศัยอยู่กับเพื่อนครูด้วยกัน สองวันต่อมาผมจึงโทร.ไปขอโทษและขอร้องให้เธอกลับมา แต่เธอปฏิเสธ จากนั้นไม่นานเธอก็บินกลับไปหาน้องสาวซึ่งเพิ่งแต่งงานไปอยู่ที่เมืองเอดินเบิร์กในสกอตแลนด์ " ที่นั่นเอง เจ.เค.โรวลิ่ง เคยให้สัมภาษณ์ว่าเธอเลี้ยงลูกสาวตามลำพังด้วยเช็คสังคมสงเคราะห์มูลค่า 70 ปอนด์ต่ออาทิตย์ อาศัยอยู่ในแฟลตโลโซ(หนูชุม) ค่าเช่าอาทิตย์ละ 230 ปอนด์ ซึ่งทำให้เธอต้องพาลูกมาเลี้ยงอยู่ที่ร้านกาแฟของน้องเขยทุกวัน พลางเขียนนิยายที่กลายเป็นหนังสือเบส์เซลเล่อร์ทั่วโลก " ถ้าคุณไม่ได้อยู่ตรงนั้น คุณก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าการไม่มีเงินมันเลวร้ายขนาดไหน ความภูมิใจในตัวเองของคุณ (ศักดิ์ศรี) จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง " เธอกล่าว จากเด็กสาวช่างฝันผู้สนใจในเรื่องคาถาเวทมนตร์ และแม่มดพ่อมดถูกบีบให้นำประสบการณ์ต่างๆที่เธอพบเจอมาแต่งเป็นหนังสือ " ฉันไม่ได้มีชีวิตหรูหราเหมือนนักเขียนคนอื่นๆ ดังนั้นฉันเลยเขียนมันด้วยความตึงเครียด(ภายใต้แรงกดดัน) " มีนาคม 1994 สามเดือนหลังจากเมียหอบลูกหนีกลับอังกฤษ ยอร์จตัดสินใจตามไปเพื่อเยี่ยมลูก และอดหวังว่าจะขอคืนดีกับเธออีกครั้ง แต่พอโจแอนเปิดประตูมาเห็นหน้าเขาก็รีบปิดทันที มิไยที่เขาจะร้องเรียกอยู่เป็นชั่วโมงขอพบลูกสักหน ยอร์จจึงปีนขึ้นไปตามท่อน้ำ ทุบหน้าต่างห้องน้ำแล้วมุดเข้าไปจูบลูกสาวจนได้ ทว่าถัดจากนั้นโจแอนขอคำสั่งศาลห้ามเขาเข้าใกล้เธอ ตามด้วยขอหย่าขาดซึ่งมีผลให้ชีวิตสมรสของทั้งคู่จบสิ้นเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 1995 ระหว่างห้วงเวลานี้เอง ที่โจแอนทุ่มเทเขียนนิยายแฟนตาซีซึ่งนอกจากมุ่งมั่นให้เป็นอาชีพแล้ว มันยังเป้นโลกแห่งจินตนาการที่เธอสามารถหลบเลี่ยงไปจากชีวิตจริงที่ขมขื่น และยากลำบากได้วันละนานๆด้วย นวนิยายของ เจ.เค.โรวลิ่ง ช่างเต็มไปด้วยจินตนาการ สนุกสนานและขบขันแบบไร้เดียงสา ตรงกันข้ามกับมรสุมชีวิตที่เธอเผชิญอยู่ บางทีเธออาจกำลังหัวเราะทั้งน้ำตาขณะเขียนไปอ่านไปก็เป็นได้ ใครจะรู้? more info : สำเริงคดี/ทรงวาด,มติชนสุดสัปดาห์ vol.1118, 21-27 มกราคม 2545,MovieTime special nov.2001 ผู้แต่ง
แฮร์รี่ พอตเตอร์ รวยแซง " ราชินีอังกฤษ "
ลอนดอน - เจ เค โรวลิ่ง ผู้แต่งพ่อมดน้อย
" แฮร์รี่ พอตเตอร์ " มีทรัพย์สินมากกว่าราชินีอังกฤษ ร่วม 2,000
ล้านบาท ขึ้นทำเนียบบุคคลรวยที่สุดอันดับ 122 ของอังกฤษผลการจัดอันดับมหาเศรษฐีประจำปี ที่นสพ.ซันเดย์ไทม์ ของอังกฤษจัดทำขึ้น และนำออกเผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์(27 เม.ย.2546)ระบุว่า นางเจ เค โรวลิ่ง ผู้ประพันธ์หนังสือเด็กชื่อดังเรื่อง พ่อมดน้อย " แฮร์รี่ พอตเตอร์ " เลื่อนอันดับขึ้นมาเป็นบุคคลที่รวยกว่าสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธที่ 2 ของอังกฤษไปแล้ว ผลสำรวจบุคคลที่มั่งคั่งที่สุดในอังกฤษ 1,000 คน แสดงให้เห็นว่านางโรวลิ่ง วัย 37 ปี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คาดว่าในปัจจุบันนักประพันธ์ชื่อดังผู้นี้จะมีทรัพย์สินตก 280 ล้านปอนด์ หรือ กว่า 19,000 ล้านบาท ติดอันดับคนรวยสุดอันดับที่ 122 ของอังกฤษ ขณะที่สมเด็จพระราชินีอังกฤษซึ่งประเมินกันว่าทรงมีพระราชทรัพย์ 250 ล้านปอนด์ หรือ ประมาณ 17,000 ล้านบาท ทรงอยู่ในอันดับที่ 133 อย่างไรก็ตาม การประเมินพระราชทรัพย์ของสมเด็จพระราชินีอังกฤษเป็นที่ถกเถียงกันค่อนข้างมาก เนื่องจากพระราชทรัพย์ส่วนใหญ่ของพระองค์เป็นทรัพย์สินที่ไม่อาจตีราคาเป็นเงินสดได้ สำหรับบุคคลผู้ร่ำรวยที่สุดของอังกฤษคือ ดยุคแห่งเวสต์มินสเตอร์ เจ้าของที่ดินมหาศาลใจกลางกรุงลอนดอน และที่อื่นๆซึ่งครองตำแหน่งนี้มา 3 ปีติดต่อกันแล้ว โดยมีทรัพย์สิน 4,900 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 331,100 ล้านบาท แต่กระนั้น ดยุคแห่งเวสต์มินสเตอร์ก็ติดอันดับคนรวยที่สุดของโลกเพียงอันดับที่ 35 โดยผู้ครองอันดับ 1 ยังเป็น นายรอบสัน วอลตัน เจ้าของอาณาจักรค้าปลีกยักษ์ใหญ่ " วอล มาร์ท " ของสหรัฐดังเดิม อาถรรพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 5 นายโดนัลด์ พาร์ฟิตต์ พนักงานวัย 44 ปี ของบริษัท เคลย์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นบริษัทที่ขณะนี้กำลังเร่งผลิตหนังสือ Harry Potter เล่มที่ 5 ตอน Harry Potter and The Order of Phoenix อยู่นั้น ได้นำต้นฉบับของหนังสือเล่มดังกล่าวนี้ออกขาย นายพาร์ฟิตต์โดนตำรวจลับล่อซื้อ และจับตัวได้ หลังจากที่ทางตำรวจได้รับเบาะแสจากนักหนังสือพิมพ์ที่ส่งเรื่องแจ้งไปยังผู้บริหารของสำนักข่าวของเขาว่า มีชายคนหนึ่งใช้เครื่องเปลี่ยนเสียง โทรศัพท์เข้ามายังหนังสือข่าวแทบลอยด์ของอังกฤษที่ชื่อว่า Sun โดยเขาใช้นามสมมุติว่า เจมส์ และได้ยื่นข้อเสนอจะขายต้นฉบับของ Harry Potter ตอนที่ 5 จำนวนทั้งหมด 3 ตอน ในราคา 4 หมื่นเหรียญ หลังจากโดนตำรวจซิว นายพาร์ฟิตต์ได้ให้การกับตำรวจว่า เขาพบสำเนาของต้นฉบับดังกล่าวที่ลานจอดรถภายในบริษัทเคลย์สที่เขาทำงานอยู่ และได้ตัดสินใจกระทำการอย่างโง่ๆ ด้วยการโทรศัพท์ไปหาสำนักพิมพ์ข่าว เพื่อขายต้นฉบับนั้นให้ ริชาร์ด แมนน์ ทนายความของนายพาร์ฟิตต์ เปิดแถลงการณ์ต่อนักข่าวว่า ขณะนี้นายพาร์ฟิตต์รู้สึกเสียใจในการกระทำของเขามาก และอยากจะให้เรื่องนี้เหมือนไม่เคยเกิดขึ้น " เขาไปทำงานที่เคลย์สตามปกติ เขาออกมาทำงานข้างนอกและยืนรอรถยกอยู่ ตรงพื้นของลานจอด เขาเห็นห่อของตกอยู่ มันเป็น ต้นฉบับ บางบทของหนังสือเล่มใหม่ ตอนนั้นเขาน่าจะนำกลับไปคืน แต่เขาไม่ได้คืน " ทนายความแมนน์เล่าลอนดอน เพิ่มกำลังคุ้มกัน แฮร์รี่ พอตเตอร์ หวั่นโจรกรรมซ้ำ บรรดาร้านหนังสือ คนงานเฝ้าโกดัง และอีกหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต่างดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา เพื่อให้การวางจำหน่ายหนังสือชุด แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มล่าสุด ชื่อตอน " แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอนด์ ดิ ออเดอร์ ออฟ เดอะ ฟีนิกซ์ " เป็นไปโดยราบรื่น โดยหนังสือดังกล่าวจะวางจำหน่ายพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลกในวันที่ 21 มิย.นี้ สาเหตุที่ต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากเมื่อคืนวันที่ 15 มิย. ที่ผ่านมา แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่ 7,680 เล่ม มูลค่าราว 130,000 ปอนด์(8,840,000 บาท) ซึ่งอยู่ในรถบรรทุกจอดอยู่ที่โกดังในเมืองนิวตัน-เลอ-วิลโลว์ ใกล้กับเมืองลิเวอร์พูลถูกโจรกรรม โดยอีกวันถัดมาตำรวจพบรถคันดังกล่าวจอดทิ้งที่เมืองแซลฟอร์ด ห่างออกไป 29 กม. แต่หนังสือทั้งหมดหายไปอย่างไรร่องรอย จากการสอบสวนเบื้องต้น มีโจรอ้างตัวเป็นคนขับรถแจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยว่ามารับรถขนหนังสือ ซึ่งตำรวจกำลังติดตามเรื่อง ด้านสำนักพิมพ์บลูมเบอร์รี่ในลอนดอนซึ่งพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ถืออำนาจศาลประกาศเตือนห้ามตีพิมพ์เนื้อหา หรือเรื่องย่อของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มใหม่ก่อนการวางจำหน่าย และเรียกร้องให้ผู้ที่ขโมยนำหนังสือทั้งหมดมาคืน ขณะที่ โจแอน แคธลีน โรว์ลิ่ง หรือ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วรรณกรรมเด็กอันโด่งดังชุดนี้รับทราบเหตุโจรกรรม และได้ติดตามความเคลื่อนไหว เธอกล่าวว่า ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ตอนนี้ เธอเขียนให้ตัวละครตัวหนึ่งตาย ซึ่งทำให้รู้สึกเศร้าจนต้องร้องไห้.. ข้อมูล:นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 19 มิย. 2546 ชื่อเสียง เกียรติยศ และ เงินตรา จากปลายปากกา เจ.เค. โรว์ลิ่ง เจ.เค. โรว์ลิ่ง นักเขียนหญิงที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในโลก กลับมาออกงานเปิดตัวหนังสืออีกครั้ง เมื่อผลงาน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่ม 5 ตอน " แฮร์รี่ พอตเตอร์ แอนด์ ดิ ออเดอร์ ออฟ เดอะ ฟีนิกซ์ " วางแผงตั้งแต่วันที่ 21 มิย. ที่ผ่านมา โดยมีแฟนๆรุ่นใหญ่ รุ่นเล็ก แห่ซื้อเกลี้ยงแผงท่ามกลางกระแสฟีเวอร์ทั่วโลก ความสำเร็จล้นเหลือที่เกิดขึ้นกับโรว์ลิ่งทั้งในด้านการตลาด และชื่อเสียงส่งผลกระทบกับนักเขียนหญิง คุณแม่ลูกสองรายนี้ในอีกมุมหนึ่งด้วย โรว์ลิ่งเปิดใจกับ เจเรมี แพ็กซ์แมน ในรายการ นิวส์ไนต์ ของ สถานีบีบีซี ว่า ชื่อเสียงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเธอไม่เคยต้องการโด่งดังมาก่อน และไม่เคยคิดฝันว่าจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ อารมณ์เพ้อฝันที่จะเป็นนักเขียนดัง นั้นแทบไม่ตรงกับเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเธอเลย เพราะในจินตนาการแล้ว คนที่เป็นนักเขียนดัง ต้องเป็นแบบ เจน ออสติน (เจ้าของผลงาน Emma,Sense and Sensibility,Mansfield Park และ Pride and Prejudice เป็นต้น) คือนั่งอยู่กับบ้านในห้องเขียนหนังสือ ขณะที่มีผลงานโด่งดังมาก บางครั้งบางคราวก็ติดต่อกับเลขานุการส่วนพระองค์ของ เจ้าชายแห่งเวลส์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง " ฉันไม่คิดว่าจะถูกถ่ายภาพบนชายหาดด้วยเลนส์ซูมไกล ไม่คิดว่าจะเกิดผลกระทบด้านลบต่อลูกสาว แต่ฉันก็ไม่ได้คิดแบบร้ายๆขนาดว่าไม่มีอะไรดีเลยกับการมีชื่อเสียง ถ้าคิดในอีกด้านหนึ่ง คุณอาจจะได้พบกับคนไม่รู้จักระหว่างซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเซฟเวย์ ซึ่งพวกเขาเดินมาพูดอะไรดีๆเกี่ยวกับผลงานของคุณ มันเหมือนกับว่า เวลาก้าวเดิน เท้าเราจะสปริงดีขึ้นเลยนะ(ตัวลอย) นี่เป็นเรื่องที่ดีมากๆที่เกิดขึ้น หวังแต่ว่าพวกเขาจะไม่กรูเข้ามาเวลาฉันซื้อของก็แล้วกัน " แล้วคิดหรือไม่ว่า ความสำเร็จทำให้คุณเปลี่ยนไป พิธีกรถาม " ค่ะ " โรว์ลิ่งตอบ " คือรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ คนรกโลก อีกต่อไป จากเดิมที่เคยคิดว่าใช่ และก็เคยเป็นด้วย ตอนนี้ค้นพบตัวเองแล้วว่า ทำอะไรดีได้ หลังจากที่คิดไว้เสมอว่า ตัวเองเล่าเรื่องอะไรได้ เพียงแต่ต้องการคำยืนยันว่าจะได้ตีพิมพ์ " มาถึงเรื่องการทำเงินบ้าง พิธีกรถามว่า หลายคนที่จู่ๆรวยขึ้นมา อาจรู้สึกผิดอยู่ในใจ อยากรู้ว่าโรว์ลิ่งเป็นเหมือนกันหรือไม่ นักเขียนคนดังกล่าวว่า " ใช่ ฉันรู้สึกเลย ใช่เลย ตอนแรกฉันก็ไม่ได้รวยพรวดพราดอะไร จนกระทั่งเกิดผลตอบรับในอเมริกา ทำให้ฉันมีเงินพอที่จะซื้อบ้าน ทั้งที่ไม่คิดจะซื้อรวดเดียว เพราะก่อนหน้านั้นเช่าบ้านอยู่จนกระทั่งมีเงิน ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกผิดอะไร เพียงแต่กลัว เพราะเคยคิดว่าฉันจะไม่ทำมันพังแน่ เมื่อฉันมีเงินแล้ว ฉันจะไม่เอาไปใช้อะไรโง่ๆ และจากนั้น ค่ะ ฉันก็รู้สึกผิด ฉันรู้สึกเพราะว่า ฉันดูการกระทำแล้วก็ผลของมัน ฉันรู้ดีว่าฉันทำงานค่อนข้างหนักมานานแล้ว แต่ผลรางวัลที่ได้รับมันไม่ได้เป็นสัดส่วนเลย ดีที่ว่าฉันรู้ว่าจะมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ทำให้ง่ายขึ้นที่จะมองอะไรเป็นเหตุเป็นผล " เมื่อถามถึงกรณีที่หนังสือพิมพ์ซันเดย์ ไทมส์ ตีข่าวว่า โรว์ลิ่งมีทรัพย์สมบัติส่วนตัวสูงถึง 280 ล้านปอนด์ รวยกว่าสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ด้วยซ้ำ และอาจสูงขึ้นอีกเมื่อนับรวมยอดขายเล่มที่ 5 นี้ นักเขียนหญิงคนดังกล่าวว่า ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีทรัพย์สินเท่าไหร่ แต่ไม่ได้สูงเท่าจำนวนนั้นแน่ โรว์ลิ่งยังกล่าวถึงผลงานอื่นที่วางแผนไว้นอกเหนือจาก แฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่แปลกออกไปเลย และเป็นงานที่เธอเขียนแบบสบายๆ แต่จะตีพิมพ์หรือไม่ยังไม่รู้ เธอคิดว่าจะใช้วิธีเดียวกับ เอเอ ไมล์น,หลังจากเขียนเรื่อง หมีพูห์ แล้ว ก็หันไปเขียนนวนิยายของผู้ใหญ่ แต่ไม่เคยลืมที่จะพูดถึงตัวละคร ทิกเกอร์ พูห์ หรือ พิกเล็ต ดังนั้นจึงหวังว่า เธอจะทำได้แบบเดียวกัน.. ข้อมูล:นสพ.ข่าวสด วันที่ 25 มิย. 2546 เจ.เค. โรว์ลิ่ง กับ ความเอื้ออาทรแด่ผู้ที่อยู่ในสภาพสิ้นหวัง ดญ.เคธี่ ฮ็อค วัย 9 ขวบ ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งและกำลังนอนรอความตายอยู่ที่บ้านในนิวยอร์ค
สิ่งเดียวที่ยืดชีวิตเธอไว้ก็คือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เธอซาบซึ้ง และหลงใหลในตัวละครที่กระโดดโลดเต้นในนิยายเรื่องนี้ทุกตัว
ดญ.เคธี่ ฮ็อค อ่าน แฮร์รี่ พอตเตอร์ จบไปแล้ว 3 ตอน ความหวังสุดท้ายของเธอคือจะได้อ่านตอนที่
4 ก่อนสิ้นใจ ขณะนั้น เจ.เค. โรว์ลิ่ง กำลังปั่นต้นฉบับตอนนี้อยู่
เมื่อเธอรู้เรื่องของดญ.เคธี่ ฮ็อค จึงส่งอีเมลไปหาในเดือนมกราคม คศ. 2000 |